ทำไมรอยพระพุทธบาทถึงมีขนาดและรูปร่างไม่เท่ากัน?
จากตำนานพระพุทธบาทยั้งหวีด
...ขณะที่องค์สมเด็จพระชินสีห์เสด็จมาบิณฑบาตที่บ้าน
กองหลวง - กอนน้อย นั้น มีหัวหน้าหมู่บ้านสองคนเป็นพี่น้องกัน
ผู้พี่มี ชื่อว่า ขุนอ้ายกอนคำ ผู้น้องมีชื่อว่า ขุนอ้ายท่อนคำ
ได้เอาเสื่อมาปูถวายให้พระพุทธองค์ประทับนั่งใต้ต้นมะม่วงต้นหนึ่ง
แล้ว จึงได้ถวายภัตตาหาร แด่พระพุทธเจ้า
เมื่อพระองค์ฉันเสร็จแล้ว
จึงประทานเส้นพระเกศา ๑ เส้น พร้อมกับได้ตรัสสั่งว่าเมื่อเราตถาคตปรินิพพานแล้ว
ท่านทั้งหลายจงเอา
กระดูกซี่โครงเบื้องซ้าย มาบรรจุไว้กับพระเกศาธาตุที่นี้เถิด
ครั้นพระพุทธองค์ตรัสดังนี้แล้ว
จึงเสด็จพุทธดำเนินไปไกลประมาณ ๑๔ วา เพื่อทรงถ่ายอุจจาระปัสสาวะใกล
"ต้นหวีด" ต้นหนึ่ง
อุจจาระอันนั้นก็อันตรธานหายไปสิ้น ไม่เป็นอาหารแก่สัตว์ตัวใดตัวหนึ่งเลย
ในขณะนั้น ยังมีพญานาคตนหนึ่งชื่อว่าสะสัญชัยได้บุ(ผุด)
ออกมาให้เป็นบ่อน้ำเกิดขึ้น พร้อมกับเนรมิตกระบวยทองคำเพื่อ
ถวายพระ พุทธเจ้าให้ทรงชำระสระสรงพระวรกาย
แล้วทูลขอรอยพระพุทธบาททั้งคู่ไว้เป็นที่สักการะบูชาแก่คนและเทวดานาค
ครุฑทั้งหลาย
องค์สมเด็จพระจอมไตรจึงทรงเหยียบรอยพระพุทธบาททั้งซ้ายและขวาประทานให้แก่พญานาคแล้วจึงเสด็จกลับมายังต้นมะม่วง
ตามเดิม และทรงมีพุทธดำรัสแก่พระอานนท์ว่า
"ดูก่อนอานนท์...ตถาคตมาในสถานที่นี้
ท่านทั้งหลายได้ขอเกศาธาตุไว้ ในที่นี้ภายหน้าจักได้ชื่อว่า
"อัมพวนาราม"(ขณะนี้เรียก
ว่า มะกับตอง ต.ยุหว่า ห่างไกลจากวัดพระบาทยั้งหวัดประมาณ
๓ ก.ม. แต่ในหนังสือประวัติท่านพระแม่ฯ บอกว่าปัจจุบันคือ
วัดทุ่งตูม)
อนึ่งตถาคตได้ถ่ายอุจจาระที่ใต้ต้นไม้หวีด"
พญานาคสะสัญชัย ได้บุออกมาถวายบ่อน้ำและกระบวยทองคำ
เพื่อให้ได้ชำระพระวร
กาย ตถาคต แล้วได้ขอรอยพระพุทธบาททั้งคู่ไว้เป็นที่สักการะบูชา
แต่เราตถาคตก็ได้เหยียบไว้ใหญ่บ้างเล็กบ้างไม่เท่ากัน
เพราะเล็งเห็นภัยในอนาคตกาล โดยชาวเมืองโกสัมพีทั้งหลาย
จักไม่รู้คุณ
ค่า ของพระพุทธศาสนา จะมาสร้างบ้านเรือน ทำสวน มีสัตว์เลี้ยง
ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ มีแต่เรื่องฆ่าสัตว์เป็นอาชีพ และไม่รู้จัก
สถาน ที่อันควรเคารพบูชา จะพากันมาซักเสื้อผ้าและชำระร่างกายที่บ่อน้ำนี้
มิหน้ำซ้ำจะมาทำลายรอยพระบาท
ที่ตถาคตได้เหยียบไว้นี่ด้วยมีดและขวาน เพราะเขาเข้าใจว่าเป็นรอยของโยคี
ไม่มีความเคารพ
ยำ เกรงแม้แต่คนเดียว มีแต่ดูถูกดูหมิ่นประมาทด้วยอาการต่างๆ
นาๆ
พวกเขาเหล่านั้นต่อไปภายหน้า
จะได้เสวยกรรมวิบาก เพราะโทษที่หมิ่นประมาทรอยพระบาท เขาจักเจ็บไข้ได้ป่วย
ฉิบหายวอดวาย
ไปตามๆ กัน แม้ตถาคตก็มีกรรมวิบากยังไม่สิ้นสุด ถึงจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ตาม
กำลังอกุศลกรรมที่เราได้กระทำไว้ก็ยัง
ติดตามสนอง...
พระพุทธองค์ตรัสดังนี้แล้ว
จึงนำซึ่งบุพพกรรมของพระองค์เองมาแสดง เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่พุทธบริษัทสืบต่อไปอีกว่า...
...ในสมัยหนึ่ง เมื่อตถาคตได้มาเกิดเป็นบุตรกฎุมพีมีชื่อว่า
"โลลัตตกุมาร" อาศัยอยู่ในเมืองพาราณสีวันหนึ่งได้ไปเที่ยวเล่นตาม
ถนนหนทางกับเพื่อนเด็กๆ โลลัตตกุมารได้เล่นวาดเขียนรูปรอยเท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้า
ได้เขียนใหญ่บ้างเล็กบ้าง แหว่งวิ่น
บ้าง ไม่เท่ากัน และเขียนไม่มีนิ้วเท้าเป็นต้น
ประหนึ่งบุคคลสวมรองเท้าแล้วจึงไปเหยียบทราย
ฉะนั้น เหตที่ไม่ชำนาญศิลปะในการเขียน อุตริเขียนเล่นไปเท่านั้น
แล้วได้กล่าว
ขึ้นว่า "รอยเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้าของเรางามแท้หนอ...!"
แล้วก็เที่ยวเก็บดอกไม้มาบูชาประนมมือไหว้
เมื่อเล่นๆ ไป ก็เอามีดปลายแหลมที่ตนเองขีดเขียนนั้น ขีดเล่นรอยเท้านั้นให้เป็นรอย
มีด แล้วก็ลบรอยเท้าที่ตนเขียนเล่นนั้นด้วยฝ่าเท้าของตนเอง
ด้วยอกุศลวิบากเพียงเท่านี้
เมื่อเราตถาคตเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ฝูงชนเหล่านั้นจักได้มาทำลายรอยพระพุทธบาทอันนี้
เหตุดังนั้นตถาคตมิอาจที่จะห้ามกรรมวิบากอันตถาคตได้กระทำมาแต่ชาติปางก่อนได้
ดูก่อนอานนท์...เมื่อตถาคตปรินิพพานไปแล้วได้
๒๑๑๓ พรรษา กับ ๑๐ เดือน ๒๖ วัน ตำนานพระบาทกับพระเกศา
ธาตุจักปรากฏแก่คนทั้งหลาย เมื่อถึงพุทธศักราชดังกล่าวแล้วนี้
กรรมวิบากที่ตถาคตได้กระทำไว้ก็จักหมดสิ้นไป
โดยไม่มีเศษเหลือ
สถานที่รอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่
ก็จักปรากฏรุ่งเรือง มีผู้อุปัฏฐากรักษา มีคนมาเลื่อมใสและถวายเครื่องสักการะบูชาเป็น
อันมากตราบเท่า ๕,๐๐๐ พระวรรษาแล...."
คัดลอกบางส่วนจากหนังสือตามรอยพระพุทธบาท
เล่ม ๑